ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Krill Oil : AkerBioMarine 45 Softgels

ผลิตภัณฑ์ Krill oil ( AkerBioMarine )
Krill Oil : AkerBioMarine 45 Softgels

ความลับแห่งสุขภาพและความงามจากท้องทะเลลึก ที่ถูกเรียกสิ่งมีชิวิตขนาดเล็กตัวนี้ว่า Krill oil ( คริลล์ออย ) สารสกัดในรูปแบบน้ำมันที่อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง Astaxanthin ที่มีคุณสมบัติประโยชน์เหนือและโดดเด่นกว่ากรดโอเมก้า 3 ที่เคยเห็นกันทั่วไป มีหลักฐานงานวิจัยทางการแพทย์มากมายในการใช้ป้องกัน และรักษาผู้ป่วยในโรคต่างๆ อาทิเช่น โรคหัวใจ สายตา ข้อเข่าเสื่อม เสริมการสร้างคอลลาเจน โรคทางสมอง โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน บรรเทาการอักเสบ อาการปวด ผื่น คัน ภูมิแพ้ โดยการใช้ Krill oil ( คริลล์ออย )ในการรักษา ซึ่งไม่ส่งผลข้างเคียงต่อตับและไต รวมถึงอวัยวะอื่นและสามารถให้ได้เป็นระยะเวลาที่นาน นี่คือข้อเท็จจริงของอาหารเสริม Krill oil ( คริลล์ออย )ที่มีผลต่อการรักษาโรคที่ต่างจากยาเคมีในแผนปัจจุบัน สามารถรับประทานได้ทั้งผู้หญิงและชาย………เราจะนำทุกท่านไปรู้จักกับสิ่งมหัศจรรย์ที่วงการแพทย์กล่าวถึงและมีมูลค่าในการตลาดสุขภาพแต่ละปีมากกว่า 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Krill oil ( คริลล์ออย ) เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วในกลุ่มเดียวกับพวกกุ้งขนาดเล็ก (Crustaceans)   ที่ถูกเรียกว่าตัว Krill ( คริลล์ ) ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกของมหาสมุทรแอนตาร์คติก จัดได้ว่าเป็นห่วงโซ่อาหารชนิดแรก ที่ไม่มีการสะสมของสารโลหะหนัก ก่อนจะถูกสัตว์อื่นในท้องทะเลเขมือบกิน แต่ในทางอุตสาหกรรมอาหารได้มีการนำตัว Krill ( คริลล์ ) มาสกัดเป็นน้ำมันคล้ายกับการสกัดเย็นที่พบได้ในการผลิตน้ำมันปลา (Fish oil) จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม Krill oil ( คริลล์ออย ) จะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์มากมาย รวมถึงการพบสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูงอย่าง Astaxanthin ในตัว Krill ( คริลล์ ) และนี่คือแหล่งขุมทรัพย์แห่งสุขภาพที่ทำให้วงการแพทย์ทั่วโลกให้ความสนใจ

ด้วยคุณสมบัติของ Krill oil ( คริลล์ออย ) ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณที่สูงแต่ชนิดที่พบกับแตกต่างและมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าน้ำมันปลาทั่วไป ที่ทุกคนทราบดีว่าน้ำมันปลาคือแหล่งโอเมก้า 3 ที่สำคัญ เอาเป็นว่าพระเอกของเรา Krill oil ( คริลล์ออย ) ชนะขาดลอยเมื่อมีการเปรียบเทียบกับ น้ำมันปลา (Fish oil)

ความแตกต่างระหว่าง Krill oil ( คริลล์ออย)  VS Fish oil ( น้ำมันปลา )

1. โอเมก้า 3 ของ Krill oil อยู่ในรูปของฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) ที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ร่างกายได้ง่ายและมากกว่าน้ำมันปลา ด้วยคุณสมบัติที่ละลายน้ำและในไขมันได้ดี ฟอสโฟไลปิดใน Krill oil ยังเป็นสารที่ช่วยทำให้ละอองไขมันในร่างกายแตกตัว (Emulsifier)ง่ายขึ้น การย่อยสลายไขมันในอนุภาคที่เล็กจึงทำได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นการป้องกันการเกาะตัวของละอองไขมันในหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี

2. Krill oil คือ โอเมก้า 3 ในรูปแบบฟอสโฟไลปิด สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เลย ไม่ต้องไปผ่านตับ เหมือนโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา ทำให้ข้อได้เปรียบกับของผู้ที่วยเป็นโรคตับ หรือ ตับมีปัญหา การที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากโอเมก้า 3 ที่มาจากน้ำมันปลานั้นถือว่าน้อยลงมากๆ ส่วนการใช้ Krill oil ( คริลล์ออย) ในการดูแลและรักษาสุขภาพ จึงให้ผลที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

3. ปริมาณกรดไขมัน EPA และ DHA รวมถึงสารสื่อประสาทอย่าง Choline ใน Krill Oil มีปริมาณที่สูงกว่า การผ่านเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์ในระบบประสาทและสมอง ก็ทำได้ดีกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ทั่วไป

4. Krill oil ( คริลล์ออย) มีสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงที่ชื่อ Astaxanthin ทำให้ตัวคริลล์ที่ถูกนำมาสกัดนั้น มีสมญานามในแวดวงอาหารเสริมว่าเป็น Marine Lecithin ทำให้Krill oil ( คริลล์ออย) มีบทบาทการนำไปใช้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย และเวชศาสตร์การกีฬาอย่างต่อเนื่อง และให้ผลดีกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลาทั่วไป

5. Krill oil ( คริลล์ออย) ถือว่าเป็นกรดโอเมก้า 3 ที่ปลอดเรื่องการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก ที่ได้จากการสกัดตัวคริลล์ในท้องทะเลลึก และตัวคริลล์เองคือสิ่งมีชีวิตชุดแรกในวัฏจักรของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศน์ธรรมชาติ แต่กรดโอเมก้า 3 โดยทั่วไปได้จากปลาทะเลที่มีแหล่งน้ำเป็นตัวกักเก็บโลหะหนักและสารพิษ

6. การทาน Krill oil ( คริลล์ออย) ไม่ทำให้เรอมีกลิ่นคาวปลา ( Fish odor ) แบบการทานน้ำมันปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 แบบทั่วไปซึ่งจะแตกต่างกันว่ามีกลิ่นมากน้อยอย่างไรในแต่ละยี่ห้อ
การทาน Krill oil ( คริลล์ออย) เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีกว่าน้ำมันปลา ( Fish oil ) ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปัจจุบัน

การทาน Krill oil ( คริลล์ออย) เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีกว่าน้ำมันปลา ( Fish oil )  คริลล์ออยถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปัจจุบัน

********ในทางการแพทย์ทั้ง Krill oil ( คริลล์ออย) และน้ำมันปลาสามารถเพิ่ม HDL และลดปริมาณไตรกลีเซอร์ไรด์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นแม้แต่การทาน Krill oil ( คริลล์ออย) ที่มีปริมาณ DHA และ EPA ต่ำกว่าน้ำมันปลาก็สามารถที่จะลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โดยการลดไขมันเลวและเพิ่มไขมันดี

จากงานวิจัย ได้ทำการศึกษาในผู้หญิงที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น PMS ( อาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดท้อง ซึมเศร้า หงุดหงิดไม่สบายเนื้อสบายตัว ) ได้ทำรักษาด้วยน้ำมันปลา และ Krill oil ( คริลล์ออย) เป็นเวลาทั้งหมด3 เดือนโดยทั้งสองประเภท ให้ปริมาณ EPA+DHA 600 มก ถึงแม้ว่าทั้งน้ำมันปลาและ Krill oil ( คริลล์ออย) จะสามารถลดอาการไม่สบายท้อง และอาการปวดบวมต่างๆได้เหมือนกัน แต่ถูกให้ผลว่าการใช้ Krill oil ( คริลล์ออย) ลดอาการปวดและไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าการใช้น้ำมันปลา

ทำไมโอเมก้า 3 จึงสำคัญต่อร่างกาย
เพราะว่า โอเมก้า 3 จัดเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปให้ร่างกาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ และที่สำคัญที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่า
โอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเซลล์ในร่างกาย ในทุกอวัยวะ ถ้าร่างกายขาดโอเมก้า 3 จะทำให้โครงสร้างร่างกายเสื่อม และนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆนั่นเอง

ความต่างของโอเมก้า 3 ในพืช กับสัตว์
จากการศึกษาวิจัย พบว่าแหล่งสารอาหารสำคัญของโอเมก้า 3 นั้น พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ทะเล ซึ่งทั้งสองแหล่งนี้ไม่สามารถทดแทนกันได้
น้ำมันโอเมก้า 3 ที่สกัดจากพืชถึงแม้จะมีปริมาณโอเมก้า 3 อยู่ด้วยแต่ก็เป็นโอเมก้า 3 ชนิด ALA (Alpha-linolenic acid) ไม่ใช่ DHA (Docosahexaenoic acid) และ EPA (Eicosapentanoic acid) เห็นได้ชัดว่าต่างจากใน คริลล์ออย

ขณะที่ร่างกายของคนเรามีการเปลี่ยนโอเมก้า 3 ชนิด ALA ไปเป็นชนิดแบบ DHA และ EPA ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้น้อยมาก เทียบแล้วน้อยกว่า 10% ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การรับประทาน น้ำมันสกัดจากพืชชนิดต่างๆ จึงให้โอเมก้า 3 ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้น้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ
เราอาจได้สารออกฤทธิ์ที่มีคำว่า โอเมก้า 3 อยู่ในตัวพืชที่สกัดได้เป็นตัวเลขที่ดี อาจสูงกว่าโอเมก้า 3 จากสัตว์ด้วยซ้ำสำหรับพืชบางชนิด แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ความสำคัญของชนิดโอเมก้า 3 ในชนิดรูปแบบของ DHA และ EPA มีคุณสมบัติการรักษาและป้องกันรักษาโรคได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะได้มีการกล่าวถึงในหัวข้อต่างๆในด้านสรรพคุณและประโยชน์ของการนำไปใช้ ในหัวข้ออื่นต่อไป

*******ซึ่งข้อสรุปสำหรับ Krill oil ( คริลล์ออย)นั้น บ่งบอกถึงการให้ปริมาณโอเมก้า 3 ในชนิดรูปแบบของ DHA และ EPA ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

เหตุผลที่แพทย์แนะนำว่ากรดไขมันโอเมกา 3 แทบจะเป็นยาครอบจักรวาลและควรทาน เนื่องจากกรดไขมันโอเมกา3 มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ดังต่อไปนี้ และนี่คือ

คุณประโยชน์จากกรดไขมันโอเมก้า 3 และมีอยู่ใน Krill oil ( คริลล์ออย)ด้วยเช่นกัน

-ป้องกันภาวะเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และความดันสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดสมอง
-ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างกระทันหัน จากโรคหลอดเลือดและหัวใจ
– ลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด รวมถึงลดไขมัน LDL
-ป้องกันโรคอ้วน
-ส่งเสริมระบบควบคุมน้ำตาลในร่างกาย และป้องกันโรคเบาหวาน ลดการอักเสบของตับอ่อน ที่นำไปสู่โรคเบาหวาน ,ฟื้นฟูระบบเผาผลาญ
-ลดโอกาสการเกิดโรคซึมเศร้า ลดระดับความรุนแรงของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ และยังทำให้การนอนหลับทำได้ง่ายขึ้น ลดภาวะเครียด ทำให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณของสารสื่อประสาท เสริมการทำงานของสมองด้วย DHA และ EPA
-ลดอาการก่อนเป็นประจำเดือน รวมถึงอารมณ์แปรปรวน
-บำรุงสายตาช่วยในการมองเห็น ช่วยเรื่องภาวะตาแห้งที่นำไปสู่การอักเสบของดวงตา
-ซ่อมแซมเยื่อหุ้มเซลล์ข้อต่อ เพิ่มการสร้างโปรตีนคอลลาเจน ลดความรุนแรงของโรคข้อต่ออักเสบ ข้อต่อเสื่อม รูมาตอยด์ และยังป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก
-มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ บรรเทาอาการปวดต่างๆ รวมถึง อาการปวดประจำเดือนในผู้หญิง
-และอื่นๆอีกมากมาย

องค์กรทางการแพทย์ใหญ่ๆอย่าง National Academy of Sciences และ The American heart Association ยังมีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งอาจเป็นคำแนะนำจากแพทย์ของคุณเองด้วย

การใช้ Krill oil ( คริลล์ออย) ในภาวะป่วยและโรคต่างๆ

น้ำมันคริลล์ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ❤️
เป็นที่ทราบกันดีอยุ่แล้วว่าหากบุคคลที่มีปริมาณไขมันในเลือดสูง ไม่ว่าจะเป็น LDL,ไตรกลีเซอร์ไรด์ และมีไขมันดีอย่าง HDL ต่ำนั้นจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ
คริลล์ออยในปริมาณ 2 กรัมนั้นสามารถลดไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้ แต่เมื่อรับประทาน 3 กรัมต่อวันผลปรากฏคือไม่ได้เพิ่มประโยชน์แต่อย่างใด ซึ่งคริลล์ออย และน้ำมันปลาสามารถเพิ่มไขมันดีอย่าง HDL และลดปริมาณไตรกลีเซอร์ไรด์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นการทานน้ำมันคริล์ซึ่งมีปริมาณ DHA และ EPA เป็นองค์ประกอบสามารถที่จะลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โดยการลดไขมันเลวและเพิ่มไขมันดี อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณผู้หญิงทราบหรือไม่ ??
Krill oil ( คริลล์ออย) สามารถช่วยลดอาการต่างๆก่อนเป็นประจำเดือน
อาการก่อนเป็นประจำเดือน นั้นเป็นอาการไม่พึ่งประสงค์ที่ผู้หญิงไม่อยากประสบในทุกๆเดือน เพราะนอกจากทำให้เกิดอารมณ์ฉุนเฉียว ปวดเกร็งท้องแล้วนั้นยังทำให้อยากอาหารมากผิดปกติ อย่างไรก็ตาม Krill oil ( คริลล์ออย) สามารถที่จะลดอาการเหล่านี้ลงได้ จากงานวิจัย ได้ทำการศึกษาในผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น PMS (อาการก่อนมีประจำเดือน ) ให้ถูกรักษาด้วยน้ำมันปลา และคริลล์ออย เป็นเวลาทั้งหมด3 เดือนโดยทั้งสองประเภท ให้ปริมาณ EPA+DHA 600 มก ถึงแม้ว่าทั้งน้ำมันปลาและ คริลล์ออย จะสามารถลดอาการไม่สบายท้อง และอาการบวม แต่คริลล์ออย ยังสามารถลดอาการปวดข้อ อาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ซึมเศร้า เครียดและอาการอืดท้อง และผู้หญิงที่รับประทานคริลล์ออย มีการใช้ยาลดอาการปวดน้อยกว่าคนที่รับประทานน้ำมันปลา ในช่วงระหว่างการเป็นประจำเดือน ดังนั้นคริลล์ออย จึงเป็นตัวช่วยหนึ่งของผู้หญิง
****จึงไม่ต้องแปลกใจว่าการทานคริลออยด์วันละเม็ด ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้

เบาหวาน เกิดจากตับอ่อนอักเสบ ป้องกันการอักเสบได้ด้วยคริลออยด์
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เราเข้าใจมาตลอดว่า เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูง เพราะเกิดจากร่างกายมีอินซูลินน้อยหรือไม่เพียงพอ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่แพทย์ไม่ได้บอกคุณ ก็คือว่า
การที่ร่างกายมีอินซูลินน้อยนั้น เกิดจากการที่ตับอ่อนมีการอักเสบ เพราะเมื่อตับอ่อนมีการอักเสบ ตับอ่อนก็สร้างอินซูลินไม่ได้หรือสร้างได้น้อยลง พอสร้างได้น้อยลงก็ไม่เพียงพอต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด สุดท้ายก็เป็นโรคเบาหวาน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเรารักษาโรคเบาหวานไม่เคยหายซักที เพราะเราใช้แต่ยาหรือสมุนไพรไปกระตุ้น ให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาเยอะๆ เพื่อจะได้เพียงต่อความต้องการ แต่ความจริง คือ ตับอ่อน มันหลั่งออกมาไม่ได้แล้ว เพราะตัวมันเองอักเสบ ก็เปรียบเหมือนตัวเราเวลเจ็บป่วย จะทำงานตามที่เจ้านายเร่งก็ไม่ได้ ต้องรักษาตัวเองให้หายป่วยก่อน จึงจะทำงานได้อย่างดี การรักษาที่ต้นตอ คือ การรักษาการอักเสบของตับอ่อนก่อน เมื่อตับอ่อนหายอักเสบ ตับอ่อนก็หลั่งอินซูลินได้ดีขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดก็ดีขึ้น คุมโรคเบาหวานได้

มีการศึกษาวิจัยพบว่า การอักเสบของตับอ่อน ที่นำไปสู่โรคเบาหวาน สามารถป้องกันและลดการอักเสบได้ด้วย สารอาหารที่ชื่อว่า คริลออยด์

เมื่อผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยงโรคเบาหวาน เมื่อรับประทานคริลออยด์ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น และสามารถลดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ ไม่ว่าจะเป็นตาบอด โรคไตวาย เป็นต้น
ถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ คือ อ้วน มีน้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง หรือ คนที่ชอบดื่มเหล้า หรือ เบียร์ ปัจจัยเหล่านี้ จะนำไปสู่การทำให้ตับอ่อนอักเสบได้ และสุดท้ายก็จะป่วยเป็นโรคเบาหวาน รีบป้องกันการอักเสบให้กับตับอ่อนตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว
ลดการอักเสบของตับอ่อน เท่ากับ ลดโอกาสและความรุนแรงของการเป็นโรคเบาหวาน
เนื่องจากความเสี่ยงและอาการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเลือกใช้แนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยง จึงมีความแตกต่างกัน
บอกแล้วว่า คริลล์อยช่วยได้จริงๆกับเรื่องตับอ่อนอักเสบ แนะนำทานวันละ 1-2 เม็ดเท่านั้นเอง

ยาแก้ปวด และยาพาราเซตามอล ทำให้ไตวาย ตับวาย รู้ขนาดนี้แล้ว จะทนกินให้อันตรายต่อชีวิตทำไม
ส่วนคริลล์ออยคืออาหารที่ต้านการอักเสบได้ดีโดยไม่มีผลค้างเคียงและสามารถทานได้นานอย่างต่อเนื่อง
ยาแก้ปวดไม่ว่าจะเป็นตัวไหน ไม่มีกลุ่มใดหรือตัวใดปลอดภัยเลย ถ้าไม่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบ ก็เกิดเป็นอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดสมองแทน
ยาแก้ปวดจึงเป็นยาที่อันตรายจริงๆ อันตรายต่อกระเพาะ หลอดอาหาร กรดไหลย้อน ไต ตับ หัวใจ สมอง แทบจะกล่าวได้ว่า ถ้ากินยาแก้ปวด ชีวิตก็แทบจะก้าวไปอยู่ในห้อง ไอซียู ในโรงพยาบาลแล้ว
ยาแก้ปวดทำให้ไตวายได้ ต้องล้างไต ฟอกเลือดกันเป็นแถว
ในปี ค.ศ.2004 เป็นที่ฮือฮากันทั่วโลกเมื่อ ยาแก้ปวด ถูกพบว่าทำให้เกิดคนตายจากหัวใจวายมากมาย จนทำให้บริษัทต้องถอนยาออกจากตลาดไป
แต่ที่มีอยู่ และการใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ก็อันตรายไม่ต่างกัน เพียงแต่ยังขายได้เท่านั้นเอง นั่นหมายความว่า ยาแก้ปวดเหล่านี้ ที่ทำให้อันตรายต่อชีวิต คุณยังคงกินมันอยู่ทุกวัน โดยไม่มีใครเตือนเลย
เพื่อความปลอดภัย จะดีกว่าไหม ที่คุณต้องเลือก สารอาหารที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ ที่สามารถแก้ปวด ลดการอักเสบได้ แต่ไม่ทำร้ายทั้งตับและไต แถมกินต่อเนื่องได้ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือ อวัยวะใดๆ
เปิดใจหาความรู้เพิ่มเติมอย่างมีหลักฐานอ้างอิงไม่ใช้แนวทางที่เป็นแบบ” เขาว่า “ซึ่งคริลล์ออย ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าจริงมีการตีพิมพ์ในบทความวารสารทางการแพทย์ทั้งต่างประเทศและในประเทศอย่างกว้างขวาง แต่ก็ติดมีผลประโยชน์มหาศาลกับธุรกิจยาที่ผูกขาด ทำให้ของดีอย่าง คริลล์ออย ถูกกลบผลงานไว้ไม่ให้แพร่หลายเหลือเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีการนำไปใช้ในวงการแพทย์ เรามาเสริมความรู้ก่อนที่ยาแก้ปวดหรือยาพาราเซตามอลเม็ดต่อไปที่คุณหยิบใส่ปาก จะทำให้คุณไปนอนโรงพยาบาล

คริลออยด์ มีแอสต้าแซนทีนธรรมชาติ ช่วยปัองกันฝุ่น PM 2.5 ทำลายปอดได้
แอสต้าแซนทีนในคริลออยด์ เป็นรูปแบบธรรมชาติ ออกฤทธิ์ได้จริง และช่วยป้องกันการทำลายจากฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นกับปอดได้
เป็นข่าวดังมาพักใหญ่และเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กับปัญหามลพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ที่นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและทางเดินหายใจแล้ว ยังทำร้ายผิวของเราอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นผิวเหี่ยวย่น ริ้วรอยก่อนวัยอันควร สิวผื่น สิวอุดตัน ผิวแห้งระคายเคืองง่าย ผิวหมองคล้ำ ดูไม่กระจ่างใส กลายเป็น “คนหน้าแก่” ก่อนวัยอันควร!!


PM 2.5 คืออะไร??
PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมคนเรา เกิดจากการเผาในที่โล่ง ควันไอเสียรถยนต์ การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราอย่างมาก เจ้าฝุ่นขนาดเล็กๆ นั้นอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดในสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือด และยังเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดอีกด้วย…


โดยปกติแล้วเราสามารถป้องกันเจ้า PM 2.5 ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายทางปากและจมูกโดยการสวมหน้ากากมาตรฐาน N95 แต่หน้ากากที่ว่านั้น…ไม่ได้ช่วยปกป้องผิวของเรา จากเจ้า PM 2.5 เลย!!
PM 2.5 นี้ นอกจากจะทำให้หลายๆ คนป่วย ไอ จนไม่สบายกันไปแล้ว ยังถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของผิวอีกด้วย เพราะมลพิษ PM 2.5 นี้มีสารอนุมูลอิสระที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวของเรา ซึ่งเจ้าอนุมูลอิสระนี้ คือ โมเลกุลขนาดเล็กที่พยายามจะไปจับคู่กับสารต่าง ๆ ในร่างกายของ จนเกิดเป็นเซลล์ที่เป็นอันตรายต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงเซลล์ผิวของเราด้วย
สารอนุมูลอิสระนี้จะเข้าไปรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว ทำให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำลายโครงสร้างผิวเช่น คอลลาเจน ให้เสื่อมเร็วกว่าปกติ ผิวจึงเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย กระตุ้นให้เม็ดสีผิวทำงานมากเกินปกติจนเกิดเป็นฝ้า กระ จุดด่างดำ รวมถึงทำให้ผิวอุดตันจนเกิดเป็นสิว หรือทำให้ผิวระคายเคืองจนเป็นผื่นแดง อักทั้งยังไปทำลายความชุ่มชื้นของผิว ทำให้ผิวหนังของเราเสียสมดุลความชุ่มชื้นจนเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรอีกด้วย
โดยปกติแล้วร่างกายคนเราจะสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant ขึ้นมาเพื่อจัดการสารอนุมูลอิสระ แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็เริ่มผลิตสารดังกล่าวได้น้อยลง และถึงแม้ว่าเราสามารถได้รับ Antioxidant เพิ่มจากการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (เช่น ผักใบเขียว และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง หรือ แดง หรือเนื้อสัตว์และธัญพืชบางชนิด) แต่ร่างกายก็ยังอาจจะยังได้รับ Antioxidant ไม่เพียงพอ (ถ้าเป็นสายรักสุขภาพ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่เราไม่ขอเถียง แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะก็…) ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมในกลุ่ม Antioxidant จึงจำเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับ Antioxidant อย่างเพียงพอและสามารถกำจัดเจ้าสารอนุมูลอิสระได้เต็มที่ ที่สำคัญการรับประทานอาหารเสริมนี้ยังทำให้ร่างกายได้รับวิตามินชนิดอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดูดซึม Antioxidant จึงช่วยให้ Antioxidant เหล่านี้สามาถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผิวสวยสุขภาพดีสามารถสร้างได้ไม่ยากถ้าเรารู้วิธีป้องกันที่ต้นเหตุ เริ่มเสริม Antioxidant ตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าเอาเงินไปลงกับครีมบำรุงเพื่อแก้ปัญหาทีหลัง ประหยัดเวลาและสะดวกขนาดนี้ ก็คงต้องบอกแบบชี้นำว่าน่าสนใจนะกับ สาร Antioxidant
*********คริลออยด์ วันละ 1-2 เม็ด ช่วยให้ผ่านช่วงอากาศที่ไม่ดีไปได้ เพราะมีสาร Antioxidant อย่างแอสต้าแซนทินเป็นองค์ประกอบ

คริลออยด์ กับการลดไขมันพอกตับ
งานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดพบว่า การรับประทานที่ประกอบด้วยโอเมก้า 6 ที่มากเกินไป และการที่ร่างกายไม่ได้รับโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอ นำไปสู่โรคไขมันพอกตับได้
โอเมก้า 6 ก็พวกอาหารแปรรูปชนิดต่างๆ อาหารในกลุ่มน้ำมันพืช หรือ แม้แต่อาหารเสริมในรูปน้ำมันที่สกัดมาจากพืชที่บ้านเราชอบรับประทานกัน ก็มีโอเมก้า 6 ที่สูง แต่โอเมก้า 3 ที่มีประสิทธิภาพ ร่างกายกลับไม่ได้รับในแต่ละวัน นำไปสู่การเจ็บป่วยต่างๆ รวมทั้ง โรคไขมันพอกตับด้วย ซึ่งการที่ไขมันพอกตับ จะค่อยๆเกิดขึ้น จนไม่รู้ว่า ไขมันได้เริ่มพอกตับตอนไหน ทำให้ผู้คนมักละเลย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบรับประทานน้ำอัดลม ของหวาน ขนมขบเคี้ยว มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน มั่นใจได้เลยว่า ตับคุณมีไขมันพอกตับแน่ๆ

คริลออยด์ ลดการสะสมของไขมันที่จะไปพอกตับ
คริลออยด์ กระตุ้นการใช้ไขมันพวกไตรกลีเซอไรด์ให้เป็นพลังงาน ไม่เหลือไปพอกที่ตับ
คริลออยด์ กระตุ้นให้อินซูลินนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลัง ไม่ให้เหลือมาเปลี่ยนเป็นไขมันพอกไว้ที่ตับ
คริลออยด์ ลดการหลั่งของเอนไซม์ตับ ที่นำไปสู่ตับอักเสบ และเกิดตับแข็ง
คริลออยด์ ลดการอักเสบของตับ
คริลออยด์ ลดการเกิดพังพืดที่เนื้อตับ ลดการนำไปสู่โรคตับแข็ง
คริลออยด์ ช่วยฟื้นฟูตับกลับมาสุขภาพดีได้
****ฉะนั้น การรับประทานคริลออยด์ในทุกๆวัน จะสามารถช่วยป้องกันและกำจัดไขมันที่พอกตับคุณนั้นออกไปได้ ลดความเสี่ยงการเป็นโรคตับแข้ง และมะเร็งตับลงได้

ตาแห้ง โอเมก้า 3 จากคริลออยด์ช่วยได้
ภาวะตาแห้ง เป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญให้กับผู้คนอย่างมากมาย และนำไปสู่การอักเสบของดวงตา ซึ่งปกติยาหยอดตาลดการอักเสบของดวงตา จะเป็นยาสเตียรอยด์ ซึ่งเมื่อหยอดบ่อยๆ จะทำให้ตาเป็นโรคต้อกระจกและโรคต้อหิน นำไปสู่การบอดของดวงตาได้แต่สำหรับการรับประทานคริลออยด์นั้นปลอดภัย และสามารถลดอาการตาแห้ง ลดการระคายเคืองของดวงตาได้ ไม่อยากตาบอด ใช้คริลออยด์ ดูแลดวงตากันดีกว่า

โรคซึมเศร้า โอเมก้า 3 จากคริลออยด์ ช่วยได้
ในสมองของคนเราส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยไขมันโดยเฉพาะ DHA สมองที่ขาด DHA นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นภาวะซึมเศร้า โรคจิตเภท และ โรคอารมณ์สองขั้ว(Bipolar) อีกทั้งยังพบว่าการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้นสัมพันธ์กับระดับ EPA และ DHA ในเลือดต่ำ ประโยชน์ของDHAและ EPA ต่อสมอง คือ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคซึมเศร้า อีกทั้งยังทำให้ผลการทดสอบความจำของผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ในระดับไม่รุนแรงดีขึ้นเมื่อได้ทานผลิตภัณฑ์ที่มี DHA และ EPA อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน

คริลออยด์ เป็นประโยชน์ต่ออาการข้ออักเสบ และอาการอักเสบต่างๆ
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า โรคส่วนใหญ่ที่พบในปัจจุบันนั้นมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอักเสบในร่างกาย การเพิ่มขึ้นของกระบวนการอักเสบมักสัมพันธ์กับโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และ โรคโครห์น(โรคความผิดปกติเรื้อรังของลำใส้ใหญ่)
DHA มีส่วนช่วยสร้างกลุ่มสารที่มีชื่อว่า resolvins ซึ่งมีบทบาทในการตอบสนองต่อการอักเสบของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอักเสบที่เกิดจากการขาดเลือด
EPA ก็มีประโยชน์ในแง่ของลดการอักเสบได้เช่นกัน เนื่องจากช่วยลดสารตั้งต้นที่ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เช่น สารที่ก่อให้เกิดอักเสบ ซึ่งสารนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างความเสียหายให้ร่างกาย

จากงานวิจัยล่าสุดของ DeutschL ในปี 2007 ได้ศึกษาในคนที่มีค่าการตอบสนองต่อการอักเสบที่สูง(CRP) จำนวน 90 คน โดยอาจเป็นโรคหัวใจ โรครูมาตอย หรือข้ออักเสบ
อาสาสมัครจะได้รับ คริลล์ออยในปริมาณ 300 mg.ต่อวัน หรือได้รับยาหลอก ( Placebo )
หลังจากการได้รับ 7 วัน พบว่าคริลล์ออยสามารถลด CRP ได้ 19% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ได้รับอาหารเสริมแบบหลอก อีกทั้งยังลดค่าความเจ็บปวดลง การติดของข้อ และทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น
ดังนั้นหากคุณมีการปวดข้อ ข้ออักเสบ น้ำมันคริลล์ก็จะเป็นคำตอบสำหรับคุณ

ปัจจุบัน งานวิจัยพบว่า โอเมก้า 3 จากน้ำมันคริลล์ ให้โอเมก้า 3 กับร่างกายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าจากน้ำมันปลา ฉะนั้น การเลือกน้ำมันคริลล์หรือ Krill Oil จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าน้ำมันปลา ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการศึกษาผลทางคลินิกของน้ำมันคริลล์หรือ Krill Oil กันอย่างกว้างขวาง จึงนับว่าน้ำมันคริลล์จะเป็นอาหารเสริมอีกชนิดที่น่าเชื่อถือและมาแรงอย่างมากในอนาคต สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก หน้า คำถามที่พบบ่อย

สนใจผลิตภัณฑ์หรือต้องการเป็นตัวแทนจำหน่าย Krill Oil (น้ำมันคริลล์) จาก AkerBioMarine  ติดต่อ โทร  095-1398844 ( Kanda ) หรือ Line: @krilloil-premium Continue Reading →