คำถามที่พบบ่อย ( FAQ )

คำถามที่พบบ่อย ( FAQ )

1.ถาม : Krill oil คืออะไร ?

Krill Oil (น้ำมันคริลล์)  อาจเรียกกันตรงๆว่า คริลล์ออย หรือตามความเข้าใจมันคือน้ำมัน Omega3 ชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง ได้จากการสกัด Antarctic krill ที่เขาเรียกว่าตัวคริลล์ สิ่งมีชีวิตน้ำลึกใต้ท้องของมหาสมุทรแอนตาร์กติก ตัวคริลล์เป็นสัตว์ทะเลขนาดจิ๋วในกลุ่มเดียวกับกุ้ง มีลักษณะสีแดงที่ให้สาร Astaxanthin เป็นสำคัญ2.ถาม : ในเมื่อ Krill Oil (น้ำมันคริลล์)  คือ กรดไขมันหรือน้ำมันโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่ง แล้วความแตกต่างของ  Krill Oil (น้ำมันคริลล์) กับ โอเมก้า 3 ทั่วไปที่ได้จากน้ำมันปลา ต่างกันมั้ย อยากรู้จริงๆ

ความแตกต่างระหว่าง Krill oil ( คริลล์ออย) VS Fish oil ( น้ำมันปลา )
2.1. โอเมก้า 3 ของ Krill oil อยู่ในรูปของฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) ที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ร่างกายได้ง่ายและมากกว่าน้ำมันปลา ด้วยคุณสมบัติที่ละลายน้ำและในไขมันได้ดี ฟอสโฟไลปิดใน Krill oil ยังเป็นสารที่ช่วยทำให้ละอองไขมันในร่างกายแตกตัว (Emulsifier)ง่ายขึ้น การย่อยสลายไขมันในอนุภาคที่เล็กจึงทำได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นการป้องกันการเกาะตัวของละอองไขมันในหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี

2.2  Krill oil คือ โอเมก้า 3 ในรูปแบบฟอสโฟไลปิด สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เลย ไม่ต้องไปผ่านตับ เหมือนโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา ทำให้ข้อได้เปรียบกับของผู้ที่วยเป็นโรคตับ หรือ ตับมีปัญหา การที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากโอเมก้า 3 ที่มาจากน้ำมันปลานั้นถือว่าน้อยลงมากๆ ส่วนการใช้ Krill oil ( คริลล์ออย) ในการดูแลและรักษาสุขภาพ จึงให้ผลที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

2.3 ปริมาณกรดไขมัน EPA และ DHA รวมถึงสารสื่อประสาทอย่าง Choline ใน Krill Oil มีปริมาณที่สูงกว่า การผ่านเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์ในระบบประสาทและสมอง ก็ทำได้ดีกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ทั่วไป

2.4 Krill oil ( คริลล์ออย) มีสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงที่ชื่อ Astaxanthin ทำให้ตัวคริลล์ที่ถูกนำมาสกัดนั้น มีสมญานามในแวดวงอาหารเสริมว่าเป็น Marine Lecithin ทำให้Krill oil ( คริลล์ออย) มีบทบาทการนำไปใช้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย และเวชศาสตร์การกีฬาอย่างต่อเนื่อง และให้ผลดีกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลาทั่วไป

2.5 Krill oil ( คริลล์ออย) ถือว่าเป็นกรดโอเมก้า 3 ที่ปลอดเรื่องการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก ที่ได้จากการสกัดตัวคริลล์ในท้องทะเลลึก และตัวคริลล์เองคือสิ่งมีชีวิตชุดแรกในวัฏจักรของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศน์ธรรมชาติ แต่กรดโอเมก้า 3 โดยทั่วไปได้จากปลาทะเลที่มีแหล่งน้ำเป็นตัวกักเก็บโลหะหนักและสารพิษ

2.6 การทาน Krill oil ( คริลล์ออย) ไม่ทำให้เรอมีกลิ่นคาวปลา ( Fish odor ) แบบการทานน้ำมันปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 แบบทั่วไปซึ่งจะแตกต่างกันว่ามีกลิ่นมากน้อยอย่างไรในแต่ละยี่ห้อ
ดังนั้นการทาน Krill oil ( คริลล์ออย) เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับประทานกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีกว่าน้ำมันปลา ( Fish oil ) ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปัจจุบัน

2.7  Krill oil ( คริลล์ออย) นอกเหนือจากกรดไขมันโอเมก้า 3 แล้วยังมีกรดไขมันที่สำคัญในกลุ่มของ โอเมก้า 6 ( Unsaturated Fatty Acid ) เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวได้แก่ กรดไลโนเลอิก และ กรดอะราชิโดนิก ถือว่าเป็นกรดไขมันจำเป็น ที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ต้องได้รับจากสารอาหารเท่านั้น และ Krill oil ( คริลล์ออย) ก็ยังประกอบด้วยกรดไขมันกลุ่ม โอเมก้า 9 อันได้แก่ กรดโอเลอิก และ กรดอิรูอิก ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

3.ถาม : ความสำคัญใน กรดไขมันในกลุ่ม โอเมก้า 6 ที่อยู่ใน Krill oil ( คริลล์ออย) มีอะไรบ้าง

กรดไขมันชนิดนี้ กลุ่มโอเมก้า 6 (Omega 6) เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ซึ่งมีประโยชน์ คือ เป็นสารตั้งต้นของการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน PG1 ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ โดย
– ลดการทำงานของเกร็ดเลือด ทำให้การเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดลดน้อยลงช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และหัวใจทำงานน้อยลงนั่นเองค่ะ
– ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
– ช่วยลดอาการปวดและอาการอักเสบต่างๆ
– ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิวหนัง ลดอาการแห้งกร้าน แตกขุย ริ้วรอยต่างๆ บนผิวรวมถึงรักษาอาการทางผิวหนังบางชนิด เช่น ผื่นผิวหนังเรื้อรัง ผิวแห้งลอกเป็นเกล็ด รังแค ผมร่วง เป็นต้น
– มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดและชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
– ลดอาการแทรกซ้อนทางประสาทของผู้ป่วยเบาหวาน อาทิ อาการชาตามปลายมือและปลายเท้า ช่วยรักษาอาการผิดปกติของชายหญิงวัยเจริญพันธุ์ และสตรีวัยทอง

4.ถาม : นอกเหนือจากกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 แถมมีโอเมก้า 9 อีก แล้วทีนี้ความสำคัญใน กรดไขมันในกลุ่ม โอเมก้า 9 ที่อยู่ใน Krill oil ( คริลล์ออย) มีอะไรบ้าง

กรดไขมันชนิดนี้ กลุ่มโอเมก้า 9 (Omega 9)เป็นไขมันอิ่มตัวที่โดยปกติแล้วร่างกายจะสามารถสร้างได้เองโดยใช้โอเมก้า 3 และ 6 เป็นสารตั้งต้น จึงดูเหมือนว่ามันไม่สำคัญไม่ต้องกินเพิ่มเข้าไปก็ได้แต่ เมื่อร่างกายขาดสารตั้งต้นในการสร้างก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เหมือนกัน จึงจำเป็นต้องกินอาหารที่มีกรอดไขมันเข้าไปเพิ่ม

ประโยชน์ของโอเมก้า 9
โอเมก้า 9 เกี่ยวข้องกับการสร้างฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งมีผลต่อสุขภาพมาก ในร่างกายของคนเราควรจะมีกรดไขมันโอเมก้า 9 อยู่ในสัดส่วนที่ถูกต้องเมื่อเทียบกับโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6

-เป็นตัวช่วยในการสร้าง ฮอร์โมน โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandins)
-ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL-Low Density Lipoprotein)
-ช่วยเพิ่มระดับของ HDL (High Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
-ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
-ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานปกติ หัวใจ สมอง ตับ ไต และอวัยวะอื่นๆ ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สามารถป้องกันโรคหัวใจ และกลุ่มโรคหลอดเลือดตีบตันได้

******ถ้าร่างกายขาดโอเมก้า 9 จะเกิดอะไรขึ้น ? ร่างกายก็อาจจะแสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นได้หลายอย่างเช่น ผมร่วง, มีลอนบนท่อนแขนด้านบน, มีรังแค, ผิวแห้ง, ตาแห้งน้ำตาน้อย, การเต้นของหัวใจผิดปกติ, เจ็บตามข้อต่างๆ เป็นต้น

5.ถาม : โอเมก้า 3 ที่สกัดจากพืช กับสัตว์ต่างกันไหมเพราะ รู้อยู่แล้วว่า Krill oil ( คริลล์ออย) ถือว่าเป็นกรดโอเมก้า 3 ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากที่สุด

จากการศึกษาวิจัย พบว่าแหล่งสารอาหารสำคัญของโอเมก้า 3 นั้น พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ทะเล ซึ่งทั้งสองแหล่งนี้ไม่สามารถทดแทนกันได้
น้ำมันโอเมก้า 3 ที่สกัดจากพืชถึงแม้จะมีปริมาณโอเมก้า 3 อยู่ด้วยแต่ก็เป็นโอเมก้า 3 ชนิด ALA (Alpha-linolenic acid) ไม่ใช่ DHA (Docosahexaenoic acid) และ EPA (Eicosapentanoic acid) เห็นได้ชัดว่าต่างจากใน คริลล์ออย

ขณะที่ร่างกายของคนเรามีการเปลี่ยนโอเมก้า 3 ชนิด ALA ไปเป็นชนิดแบบ DHA และ EPA ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้น้อยมาก เทียบแล้วน้อยกว่า 10% ด้วยซ้ำ

ดังนั้น การรับประทาน น้ำมันสกัดจากพืชชนิดต่างๆ จึงให้โอเมก้า 3 ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้น้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ

6.Krill oil ( คริลล์ออย) ที่ขายอยู่ในท้องตลาดทั้งของไทยและของต่างประเทศ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าของใครดีกว่า อย่างไร ?

Krill oil ( คริลล์ออย) แหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุดในโลกเบอร์ 1 ต้องยกให้ AkerBioMarine 

การนำเสนอของผลิตภัณฑ์ของเรามาในรูปแบบของ Krill Oil (น้ำมันคริลล์) ที่มีต้นกำเนิดจากบริษัท Aker BioMarine  ปัจจุบันถือว่าเป็นเบอร์ 1 ของโลกที่มีผลงานด้านการผลิต Krill Oil (น้ำมันคริลล์) หลังจากบริษัท AkerBioMarine ดังกล่าวเข้าควบกิจการเป็นพันธมิตรกันกับกลุ่มเก่าแก่เดิมอย่างบริษัท Neptune Technologies & Bioressources Inc.ด้วยมูลค่าทางการตลาด 34 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017  ซึ่งเมื่อก่อนเราจะคุ้นกับ Krill Oil (น้ำมันคริลล์) หรือ โอเมก้า 3 ในรูปโลโก้สัญลักษณ์ NKO®  จนติดตาที่เป็นของ Neptune Technologies & Bioressources และถ้าต้องการ Krill Oil (น้ำมันคริลล์) แหล่งวัตถุดิบดีที่สุดนั้นเมื่อก่อนต้องยกให้ NKO®      หรือ Neptune Technologies & Bioressources Inc. เท่านั้น แต่ปัจจุบัน Neptune กรุ๊ปได้หันหน้าเข้าสู่วงการแพทย์ในธุรกิจกัญชาของประเทศแคนาดาโดยร่วมกับ Acasti Pharma

7.Krill oil ( คริลล์ออย) สามารถช่วยลดการอักเสบต่างๆ รวมถึงโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ และรูมาตอยท์ ได้จริงหรือไม่

มีหลักฐานงานวิจัยพบว่า การได้รับ EPA(Eicosapentaenoic Acid)เพียงพอ จากการรับประทานโอเมก้า 3 เป็นประจำทุกวัน สามารถลดอาการก่อนมีประจำเดือนได้  ในเรื่องการปวดข้อนั้น สามารถลดสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวมข้อ คือ Interleukin 1(IL-1) และ Tumer necrosis factor (TNF) นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มการสร้างสาร Prostaglandin E3 (PGE3) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติทำให้อาการอักเสบต่างๆ ของข้อลดลงได้ ซึ่งในสารอาหารเสริม Krill oil ( คริลล์ออย)  มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีที่สุดอยู่ การลดการอักเสบเริ่มเห็นผลตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้

จากงานวิจัยล่าสุดของ DeutschL ในปี 2007 ได้ศึกษาในคนที่มีค่าการตอบสนองต่อการอักเสบที่สูง(CRP หรือ C-reactive protein เป็น ค่าที่บ่งบอกถึง การอักเสบ (INFLAMMATION) ในร่างกาย หากเซลล์เกิดอักเสบ ระดับ CRP ก็จะสูง และนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ได้ ) จำนวน 90 คน โดยอาจเป็นโรคหัวใจ โรครูมาตอย หรือข้ออักเสบ

โดยอาสาสมัครจะได้รับ คริลล์ออยในปริมาณ 300 mg.ต่อวัน หรือได้รับยาหลอก ( Placebo ) หลังจากการได้รับ 7 วัน พบว่าคริลล์ออยสามารถลดค่าการอักเสบหรือที่เรียกว่า CRP ได้ 19% เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ได้รับอาหารเสริมแบบหลอก อีกทั้งยังลดค่าความเจ็บปวดลง การติดของข้อ และทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น

เพื่อความปลอดภัย จะดีกว่าไหม ที่คุณต้องเลือก สารอาหารที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ ที่สามารถแก้ปวด ลดการอักเสบได้ แต่ไม่ทำร้ายทั้งตับและไต แถมกินต่อเนื่องได้ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หรือ อวัยวะใดๆ

ดังนั้นหากคุณมีการปวดข้อ ข้ออักเสบ น้ำมันคริลล์ก็จะเป็นคำตอบสำหรับคุณ

8. ถาม : Krill oil ( คริลล์ออย) ที่จัดจำหน่ายมีผ่านอนุญาติจาก อย. หรือไม่ ?

สินค้าตัวนี้เรานำเข้าแบบ Re-band วัตถุดิบจาก AkerBioMarine บริษัทชั้นนำอันดับ 1 ของโลกด้านแหล่งวัตถุดิบเรื่องเกรดของ Krill oil ( คริลล์ออย) แล้วเข้าสู่โรงงานที่ประเทศไทยภายใต้การผลิตและบรรจุที่ผ่านมารตฐาน ISO และ GMP โดยมีหมายเลยอย 13 หลักดังนี้ อย 13-1-13653-1-0104 เพราะเรามีการจำหน่ายในทุกช่องทางในเมืองไทย ขายตรง เข้าสถานพยาบาลต่างๆ และขายทางออนไลน์ทุกช่องทาง ในรูปแบบขายปลีก ขายส่ง และขายระบบตัวแทนจำหน่าย รวมถึงเรายังเล็งตลาดต่างประเทศที่มีคอนเนคชั่นทางการค้าระหว่างกันอีกหลายประเทศ ซึ่ง ณ เวลานี้อยู่ในขั้นดำเนินการอยู่

9. ถาม : Krill oil ( คริลล์ออย) เหมาะกับใคร ?

Krill oil ( คริลล์ออย) เป็นกรดไขมันโอเมก้า ที่ให้ประโยชน์และสรรพคุณมากมายแต่ด้วยอยู่ในรูปแบบอาหารเสริมย่อมถูกจำกัดโดยข้อห้ามของกฏเกณฑ์ในบ้านเราที่ล้าหลัง เรื่องห้ามบ่งบอกสรรพคุณใดๆบนฉลากอาหารเสริมและต้องระบุว่า  ” ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมุ่ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ไม่มีผลในการป้องกันและรักษาโรค ” บอกตรงๆ เป็นอะไรที่ค้านกับความเป็นจริงอยู่แล้ว แต่นี่คือกฏเกณฑ์ที่ใช้กับอาหารเสริมทุกตัวที่ขออนุญาติ ไม่อยากบอกว่าล้าหลังสุดโต่ง กับเรื่องราวพวกนี้ ยกตัวอย่าง เรารู้อยู่แล้วว่าผักบุ้ง อุดมด้วยวิตามิน A ช่วยบำรุงและรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตา พอเป็นอาหารเสริมสกัดจากผักบุ้ง ก็คือจบ ว่าไม่สามารถบอกสรรพคุณได้

สำหรับกรดไขมันโอเมก้า 3 ,น้ำมันปลา, Krill oil ( คริลล์ออย) มีการตีพิมพ์ลงเป็นบทความและมีหลักฐานทางการแพทย์ทั้งประเทศไทยโดยคุณหมอคนไทย และระดับโปรเฟสเซอร์ดังต่างประเทศมากมายมีมากกว่า 5000 บทความที่ถูกตีพิมพ์เรื่องสรรพคุณและประโยชน์อันมหาศาล รวมถึงมีการใช้รักษาป้องกันโรคได้จริง มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของจริง และบรรจุในตำราทางการแพทย์ และนี่คือคุณประโยชน์ที่เราจะกล่าวถึงสรรพคุณอันโดดเด่นของ Krill oil ( คริลล์ออย) ที่มาช่วยแก้ปัญหาสุขภาพต่างๆให้กับผู้คน

-ป้องกันภาวะเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และความดันสูง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดสมอง

-ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างกระทันหัน จากโรคหลอดเลือดและหัวใจ

– ลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด รวมถึงลดไขมัน LDL

-ป้องกันโรคอ้วน

-ส่งเสริมระบบควบคุมน้ำตาลในร่างกาย และป้องกันโรคเบาหวาน ลดการอักเสบของตับอ่อน ที่นำไปสู่โรคเบาหวาน ,ฟื้นฟูระบบเผาผลาญ

-ลดโอกาสการเกิดโรคซึมเศร้า ลดระดับความรุนแรงของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ และยังทำให้การนอนหลับทำได้ง่ายขึ้น ลดภาวะเครียด  ทำให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสัญญาณของสารสื่อประสาท  เสริมการทำงานของสมองด้วย DHA และ EPA

-ลดอาการก่อนเป็นประจำเดือน รวมถึงอารมณ์แปรปรวน

-บำรุงสายตาช่วยในการมองเห็น ช่วยเรื่องภาวะตาแห้งที่นำไปสู่การอักเสบของดวงตา

-ซ่อมแซมเยื่อหุ้มเซลล์ข้อต่อ เพิ่มการสร้างโปรตีนคอลลาเจน ลดความรุนแรงของโรคข้อต่ออักเสบ ข้อต่อเสื่อม รูมาตอยด์ และยังป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก

-มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ บรรเทาอาการปวดต่างๆ  รวมถึง อาการปวดประจำเดือนในผู้หญิง

-และอื่นๆอีกมากมาย

องค์กรทางการแพทย์ใหญ่ๆอย่าง National Academy of Sciences และ The American heart Association ยังมีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งอาจเป็นคำแนะนำจากแพทย์ของคุณเองด้วย

10. ถาม : Krill oil ( คริลล์ออย) แก้ปัญหาเบาหวานได้จริงหรือ ?

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เราเข้าใจมาตลอดว่า เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูง เพราะเกิดจากร่างกายมีอินซูลินน้อยหรือไม่เพียงพอ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่แพทย์ไม่ได้บอกคุณ ก็คือว่าการที่ร่างกายมีอินซูลินน้อยนั้น เกิดจากการที่ตับอ่อนมีการอักเสบ เพราะเมื่อตับอ่อนมีการอักเสบ ตับอ่อนก็สร้างอินซูลินไม่ได้หรือสร้างได้น้อยลง พอสร้างได้น้อยลงก็ไม่เพียงพอต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด สุดท้ายก็เป็นโรคเบาหวาน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเรารักษาโรคเบาหวานไม่เคยหายซักที เพราะเราใช้แต่ยาหรือสมุนไพรไปกระตุ้น ให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาเยอะๆ เพื่อจะได้เพียงต่อความต้องการ แต่ความจริง คือ ตับอ่อน มันหลั่งออกมาไม่ได้แล้ว เพราะตัวมันเองอักเสบ ก็เปรียบเหมือนตัวเราเวลาเจ็บป่วย จะทำงานตามที่เจ้านายเร่งก็ไม่ได้ ต้องรักษาตัวเองให้หายป่วยก่อน จึงจะทำงานได้อย่างดี การรักษาที่ต้นตอ คือ การรักษาการอักเสบของตับอ่อนก่อน เมื่อตับอ่อนหายอักเสบ ตับอ่อนก็หลั่งอินซูลินได้ดีขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดก็ดีขึ้น คุมโรคเบาหวานได้                      มีการศึกษาวิจัยพบว่า การอักเสบของตับอ่อน ที่นำไปสู่โรคเบาหวาน สามารถป้องกันและลดการอักเสบได้ด้วย สารอาหารที่ชื่อว่า คริลออยด์ เมื่อผู้ป่วยหรือผู้ที่มีความเสี่ยงโรคเบาหวาน เมื่อรับประทานคริลออยด์ สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น และสามารถลดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ ไม่ว่าจะเป็นตาบอด โรคไตวาย เป็นต้น ถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ คือ อ้วน มีน้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง หรือ คนที่ชอบดื่มเหล้า หรือ เบียร์ ปัจจัยเหล่านี้ จะนำไปสู่การทำให้ตับอ่อนอักเสบได้ และสุดท้ายก็จะป่วยเป็นโรคเบาหวาน รีบป้องกันการอักเสบให้กับตับอ่อนตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว
ลดการอักเสบของตับอ่อน เท่ากับ ลดโอกาสและความรุนแรงของการเป็นโรคเบาหวาน

เนื่องจากความเสี่ยงและอาการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การเลือกใช้แนวทางการป้องกันและลดความเสี่ยง จึงมีความแตกต่างกัน

11. ถาม : Krill oil ( คริลล์ออย) นอกจากโรคทางสมองอย่างอัลไซด์เมอร์ที่มีการใช้ Krill oil ( คริลล์ออย) ในการรักษา โรคซึมเศร้า ใจลอย สมาธิไม่อยู่กับตัว นอนไม่ค่อยหลับ ใช้ได้ไหม ?

คริลออยด์มีประโยชน์ต่อสมอง ในสมองของคนเราส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยไขมันโดยเฉพาะ DHA สมองที่ขาด DHA นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นภาวะซึมเศร้า โรคจิตเภท และ โรคอารมณ์สองขั้ว(Bipolar) อีกทั้งยังพบว่าการเกิดโรคสมาธิสั้นนั้นสัมพันธ์กับระดับ EPA และ DHA ในเลือดต่ำ  ประโยชน์ของ DHA และ EPA ต่อสมองคือ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคซึมเศร้า อีกทั้งยังทำให้ผลการทดสอบความจำของผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ในระดับไม่รุนแรงดีขึ้นเมื่อได้ทานผลิตภัณฑ์ที่มี DHA และ EPA อย่างต่อเนื่อง คริลออยด์อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ไว และมีสาร DHA และ EPA ที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้สูงสุดเป็นองค์ประกอบ คริลออยด์ ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ทำให้ระบบการนอนผ่อนคลายได้มากยิ่งขึ้น ลดการเครียด จึงทำให้หลับได้ง่ายขึ้น

12 .ถาม : Krill oil ( คริลล์ออย) ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพอะไรได้บ้างเกี่ยวกับ ฝุ่น 2.5 PM ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้และเป็นปัญหาหนักของคนเมืองหลวงอย่างแท้จริง

คริลออยด์ มีแอสต้าแซนทีนธรรมชาติ ช่วยปัองกันฝุ่น PM 2.5 ทำลายปอดได้ แอสต้าแซนทีนในคริลออยด์ เป็นรูปแบบธรรมชาติ ออกฤทธิ์ได้จริง และช่วยป้องกันการทำลายจากฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นกับปอดได้ ที่สำคัญมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง จึงลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีอยู่ยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันภายในให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

13 .ถาม : ภาวะตาอักเสบ ตาแห้ง ตาอักเสบ บำรุงสายตา Krill oil ( คริลล์ออย) คืออาหารเสริมที่ช่วยแก้ปัญหาได้ จริงหรือ ?

ภาวะตาแห้ง เป็นปัญหาที่สร้างความรำคาญให้กับผู้คนอย่างมากมาย และนำไปสู่การอักเสบของดวงตา ซึ่งปกติยาหยอดตาลดการอักเสบของดวงตา จะเป็นยาสเตียรอยด์ ซึ่งเมื่อหยอดบ่อยๆ จะทำให้ตาเป็นโรคต้อกระจกและโรคต้อหิน นำไปสู่การบอดของดวงตาได้แต่สำหรับการรับประทานคริลออยด์นั้นปลอดภัย และสามารถลดอาการตาแห้ง ลดการระคายเคืองของดวงตาได้

14 .ถาม : ปวดท้องเมนส์ หรือปวดประจำเดือนของผู้หญิง และอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน Krill oil ( คริลล์ออย) ทานแล้วอาการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นใช่หรือป่าว ?

จากงานวิจัย ได้ทำการศึกษาในผู้หญิงที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น PMS ( อาการไม่พึงประสงค์ก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดท้อง ซึมเศร้า หงุดหงิดไม่สบายเนื้อสบายตัว ) ได้ทำรักษาด้วยน้ำมันปลา และ Krill oil ( คริลล์ออย) เป็นเวลาทั้งหมด3 เดือนโดยทั้งสองประเภท ให้ปริมาณ EPA+DHA 600 มก ถึงแม้ว่าทั้งน้ำมันปลาและ Krill oil ( คริลล์ออย) จะสามารถลดอาการไม่สบายท้อง และอาการปวดบวมต่างๆได้เหมือนกัน แต่ถูกให้ผลว่าการใช้ Krill oil ( คริลล์ออย) ลดอาการปวดและไม่พึงประสงค์ได้ดีกว่าการใช้น้ำมันปลา

15. ถาม : Krill oil ( คริลล์ออย) กับความเสี่ยงโรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ ไตรกลีเซอร์ไรด์เพิ่ม  ไขมันเลวเพิ่ม ไขมันดีลดลง

โอเมก้า 3 ของ Krill oil อยู่ในรูปของฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) ที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ร่างกายได้ง่ายและมากกว่าน้ำมันปลา ด้วยคุณสมบัติที่ละลายน้ำและในไขมันได้ดี ฟอสโฟไลปิดใน Krill oil ยังเป็นสารที่ช่วยทำให้ละอองไขมันในร่างกายแตกตัว (Emulsifier)ง่ายขึ้น การย่อยสลายไขมันในอนุภาคที่เล็กจึงทำได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นการป้องกันการเกาะตัวของละอองไขมันในหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี

เป็นที่ทราบกันดีอยุ่แล้วว่าหากบุคคลที่มีปริมาณไขมันในเลือดสูง ไม่ว่าจะเป็น LDL,ไตรกลีเซอร์ไรด์ และมีไขมันดีอย่าง HDL ต่ำนั้นจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ

คริลล์ออยในปริมาณ 2 กรัมนั้นสามารถลดไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้

16. ถาม : Krill oil ( คริลล์ออย) กับโรคตับ และไขมันพอกตับ คนเป็นโรคตับ 

Krill oil คือ โอเมก้า 3 ในรูปแบบฟอสโฟไลปิด สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เลย ไม่ต้องไปผ่านตับ เหมือนโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา ทำให้ข้อได้เปรียบกับของผู้ที่วยเป็นโรคตับ หรือ ตับมีปัญหา การที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากโอเมก้า 3 ที่มาจากน้ำมันปลานั้นถือว่าน้อยลงมากๆ ส่วนการใช้ Krill oil ( คริลล์ออย) ในการดูแลและรักษาสุขภาพ จึงให้ผลที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

การที่ไขมันพอกตับ จะค่อยๆเกิดขึ้น จนไม่รู้ว่า ไขมันได้เริ่มพอกตับตอนไหน ทำให้ผู้คนมักละเลย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบรับประทานน้ำอัดลม ของหวาน ขนมขบเคี้ยว มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน มั่นใจได้เลยว่า ตับคุณมีไขมันพอกตับแน่ๆ

คริลออยด์ ลดการสะสมของไขมันที่จะไปพอกตับ

คริลออยด์ กระตุ้นการใช้ไขมันพวกไตรกลีเซอไรด์ให้เป็นพลังงาน ไม่เหลือไปพอกที่ตับ

คริลออยด์ กระตุ้นให้อินซูลินนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลัง ไม่ให้เหลือมาเปลี่ยนเป็นไขมันพอกไว้ที่ตับ

คริลออยด์ ลดการหลั่งของเอนไซม์ตับ ที่นำไปสู่ตับอักเสบ และเกิดตับแข็ง

คริลออยด์ ลดการอักเสบของตับ

คริลออยด์ ลดการเกิดพังพืดที่เนื้อตับ ลดการนำไปสู่โรคตับแข็ง

คริลออยด์ ช่วยฟื้นฟูตับกลับมาสุขภาพดีได้

****ฉะนั้น การรับประทานคริลออยด์ในทุกๆวัน จะสามารถช่วยป้องกันและกำจัดไขมันที่พอกตับคุณนั้นออกไปได้ ลดความเสี่ยงการเป็นโรคตับแข้ง และมะเร็งตับลงได้

17. ถาม : ขนาดรับประทาน Krill oil : AkerBiomarineความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 500 mg เป็นเม็ดซอฟเจลกลืนง่าย ไม่มีกลิ่นคาว เหมือนทานน้ำมันปลารวมถึงขณะเรอ และลมหายใจไม่มีกลิ่น ขนาดที่แนะนำอยู่ที่ 1000 -3000 mg ต่อวัน สำหรับปัญหาสุขภาพต่างๆ และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งโดสในการทานแตกต่างกันในแต่ละภาวะอาการป่วย

ขนาดรับประทานที่เหมาะสม แนะนำทานวันละ 1-2 เม็ด เช้า เย็น หลังอาหาร สำหรับอาการปวดประจำเดือนในผู้หญิงแนะนำทานวันละ 2-3 เม็ด ก่อนมีประจำเดือน 1 สัปดาห์และทานช่วงมีประจำเดือนต่ออีก 2-3 วัน จากนั้นปรับขนาดตามความเหมาะสมในการดูแลสุขภาพ ( 1-2 เม็ดต่อวันภาวะปกติ )